🌾 ชุมชนเกษตรกร

แชร์ประสบการณ์ เรียนรู้ ร่วมกันเติบโต

81
สมาชิก
95
โพสต์
11
เกษตรกร
🌾

เข้าร่วมชุมชนเกษตรกร

รับ 100 คะแนนฟรี!

เกิดจากอะไร

❤️1
ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

สวัสดีจ้ะหลาน ป้าเช็งเองนะ!

เห็นรูปแล้วไม่ต้องตกใจไปนะ อาการใบแห้งไหม้เป็นหย่อมๆ แบบนี้ ป้าเจอมาบ่อย ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นหลายๆ อย่างรวมกัน ป้าจะวิเคราะห์ให้ฟังนะ

วิเคราะห์สาเหตุ:

จากที่ป้าดูนะ อาการแบบนี้มักจะเกิดจาก "ความเครียด" ของต้นไม้ ซึ่งมาจาก...

  1. น้ำไม่พอ หรือดินแห้งเกินไป: นี่คือสาเหตุอันดับแรกเลยที่ต้องสงสัย โดยเฉพาะถ้าปลูกในกระถาง ดินจะแห้งเร็วมาก พอต้นไม้ขาดน้ำนานๆ หรือรดน้ำไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวแฉะเดี๋ยวแห้ง เซลล์ที่ปลายใบก็จะเริ่มตายก่อนเพื่อน ทำให้ใบแห้งกรอบจากขอบเข้ามา
  2. อากาศร้อนจัดและแดดแรง: ช่วงนี้อากาศร้อนจัด แดดแรงมาก ถ้าต้นไม้โดนแดดเต็มๆ ทั้งวัน โดยที่น้ำในดินไม่พอจะช่วยระบายความร้อน ใบก็จะถูกเผาไหม้แบบที่เราเห็นนี่แหละจ้ะ
  3. ดินในกระถางเสื่อมสภาพ: ปลูกไปนานๆ ดินในกระถางจะแน่น ระบายน้ำไม่ดี และธาตุอาหารก็น้อยลง ทำให้รากเดินไม่สะดวก อ่อนแอ ดูดน้ำดูดปุ๋ยได้ไม่เต็มที่ พอเจอแดดร้อนๆ ก็สู้ไม่ไหว
  4. ใส่ปุ๋ยมากเกินไป (ปุ๋ยเค็ม): บางทีเรารักต้นไม้มากไปหน่อย อัดปุ๋ยเยอะเกิน โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี จะทำให้ดินเค็ม รากดูดน้ำไม่ได้ แถมยังโดนปุ๋ยเผาอีก อาการจะคล้ายๆ ใบไหม้แดดเลย

คำแนะนำจากป้าเช็ง:

ไม่ต้องรื้อทิ้งนะหลาน ลองกู้ชีพเขาก่อน ทำตามนี้ได้เลย:

  1. ตัดแต่งใบทิ้ง: ใบที่แห้งไหม้ไปแล้วไม่ต้องเสียดาย ตัดทิ้งไปเลยจ้ะ เพื่อลดการคายน้ำและป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งสะสมโรค
  2. เช็คเรื่องน้ำ: เอานิ้วจิ้มลงไปในดินลึกสัก 1 ข้อนิ้ว ถ้าแห้งก็รดน้ำเลย เวลารดให้รดชุ่มๆ จนน้ำไหลออกก้นกระถาง แล้วครั้งต่อไปก็รอให้ดินเริ่มแห้งค่อยรดใหม่ อย่าปล่อยให้ดินแห้งเป็นฝุ่น
  3. ย้ายที่หรือพรางแสง: ถ้ากระถางวางอยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ ลองย้ายเข้าที่ร่มรำไร หรือถ้าเป็นแปลงก็หา "สแลน" มาพรางแสงให้เขาหน่อยในช่วงที่แดดจัดๆ
  4. บำรุงดิน: ลองพรวนดินเบาๆ แล้วเติมปุ๋ยหมักหรือดินปรุงสุกใหม่ๆ คลุมหน้าดินให้เขาหน่อย จะช่วยให้ดินกลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น
  5. บำรุงทางใบ: ช่วงที่ต้นไม้โทรมๆ แบบนี้ ให้ฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพหรือฮอร์โมนไข่สูตรจางๆ ตอนเช้าๆ จะช่วยให้เขาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ลองเอาวิธีของป้าไปปรับใช้ดูนะหลาน ต้นไม้ก็เหมือนคนเรา มีป่วยมีไข้กันได้ ค่อยๆ ดูแลกันไป เดี๋ยวเขาก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม สู้ๆ จ้ะ

เกิดจากอะไร

❤️1
ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

โอ้โห... มาเลยลูกหลาน ป้าเช็งจะดูให้เอง!

ดูจากใบที่ด่างๆ เหลืองๆ สลับเขียว แล้วก็มีอาการหงิกงอแบบนี้นะ อาการมันฟ้องชัดเลยว่าเป็น "โรคไวรัส" จ้ะ ส่วนใหญ่จะมากับแมลงปากดูดตัวเล็กๆ อย่าง เพลี้ยไฟ หรือ เพลี้ยอ่อน ที่มาดูดน้ำเลี้ยงแล้วก็แพร่เชื้อไปด้วย

ส่วนเม็ดพริกที่เหี่ยวแห้งคาต้นเป็นแผลสีน้ำตาลไหม้แบบนั้น เขาเรียกว่า "โรคกุ้งแห้ง" (แอนแทรคโนส) เป็นเชื้อราที่ชอบมาช่วงอากาศร้อนชื้น

สรุปง่ายๆ คือ ต้นพริกเราโดนโจมตี 2 ทางเลย ทั้งไวรัสที่ใบ และเชื้อราที่ผล ต้นมันเลยโทรมอย่างที่เห็นนี่แหละจ้ะ

คำแนะนำจากป้าเช็งนะ:

  1. ตัดทิ้งทำลาย: เด็ดใบและผลที่เป็นโรคหนักๆ ออกไปทิ้งให้ไกลๆ หรือเอาไปเผาเลย อย่าทิ้งไว้แถวนั้น เดี๋ยวเชื้อจะลามไปต้นอื่น
  2. จัดการแมลงพาหะ: จัดการพวกเพลี้ยที่เป็นตัวแพร่เชื้อไวรัส ใช้ น้ำส้มควันไม้ หรือ น้ำหมักสะเดา ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่ว โดยเฉพาะใต้ใบ ฉีดพ่นตอนเย็นๆ อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง
  3. จัดการเชื้อรา: ใช้เชื้อราดีอย่าง "ไตรโคเดอร์มา" ผสมน้ำรดที่โคนต้น หรือฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้น จะช่วยควบคุมโรคกุ้งแห้งได้ดีมาก
  4. บำรุงต้น: พอต้นเริ่มดีขึ้น ให้บำรุงด้วยปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ (เช่น น้ำหมักปลา, ฮอร์โมนไข่) เพื่อให้ต้นพริกกลับมาแข็งแรง มีแรงสู้โรคและแตกยอดใหม่ออกมาสวยๆ จ้ะ

ลองทำดูนะลูก ไม่ต้องท้อ ปลูกเองกินเอง ปลอดภัยที่สุดแล้ว

เกิดจากอะไร แล้วควรรักษายังไง

ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

โอ้โห...สวัสดีจ้ะหลาน ป้าเช็งมาช่วยดูให้แล้วนะ! เห็นใบมะเขือ (น่าจะใช่นะ) เป็นแบบนี้แล้วไม่ต้องตกใจไป เรามาดูกันดีกว่า

ใบนี้โดนโจมตีหลายทางเลยจ้ะ ทั้งแมลงกัดกินและแมลงดูดน้ำเลี้ยง มาดูกันทีละอย่างนะ

เกิดจากอะไร?

  1. รอยแหว่งเป็นรูๆ: อันนี้ฝีมือ "แมลงปากกัด" ชัดๆ เลยจ้ะ อาจจะเป็นพวกหนอนผีเสื้อ, ด้วงเต่าแตง หรือตั๊กแตนตัวเล็กๆ มันมากัดกินเนื้อใบเราไป
  2. ผิวใบซีดๆ สากๆ เหมือนมีฝุ่น: อันนี้คือ "แมลงปากดูด" ตัวดีเลย โดยเฉพาะ "ไรแดง" ชอบมากอากาศร้อนๆ แบบนี้ มันจะดูดน้ำเลี้ยงจากใต้ใบ ทำให้ใบสีซีดลง ค่อยๆ เหลือง แล้วก็แห้งกรอบไปในที่สุด สังเกตดีๆ อาจจะเห็นใยขาวๆ บางๆ ใต้ใบด้วยนะ

แล้วจะรักษายังไงดี? (สูตรป้าเช็ง ทำง่ายๆ)

เราต้องจัดการทั้งสองทางไปพร้อมๆ กันเลยนะหลาน ทำตามนี้ได้เลย:

  1. จัดการเบื้องต้น: เด็ดใบแก่ๆ ที่เป็นโรคแบบนี้ทิ้งไปเลย อย่าปล่อยไว้บนพื้นนะ เอาไปเผาหรือทิ้งไกลๆ แปลงเลยจ้ะ เป็นการตัดวงจรของมัน

  2. ฉีดพ่นสูตรไล่แมลง:

    • สูตรน้ำส้มควันไม้: ใช้น้ำส้มควันไม้ 2-3 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตร (ถ้าใช้ฟ็อกกี้เล็กๆ ก็กะเอาซัก 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ลิตร) ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ จะช่วยไล่ทั้งแมลงปากกัดและทำให้ไรแดงไม่ชอบใจ
    • สูตรน้ำหมักสมุนไพร (ถ้ามี): พวกน้ำหมักสะเดา บอระเพ็ด หรือยาฉุนก็ใช้ได้ดีมาก กลิ่นและรสขมจะทำให้แมลงไม่อยากกิน
    • ฉีดพ่นตอนไหน?: ฉีดช่วงเย็นๆ ที่แดดอ่อนแล้วนะจ๊ะ อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ถ้ากำลังระบาดหนัก
  3. บำรุงให้ต้นแข็งแรง: นี่คือหัวใจสำคัญเลย!

    • ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกรอบๆ โคนต้น เพื่อให้ดินดี รากแข็งแรง
    • รดน้ำให้สม่ำเสมอ อย่าให้ดินแห้งเกินไป เพราะไรแดงชอบอากาศแห้งๆ
    • อาจจะใช้น้ำหมักชีวภาพ (ปุ๋ยน้ำ) ผสมน้ำรดหรือฉีดพ่นทางใบอาทิตย์ละครั้ง เพื่อให้ต้นไม้แข็งแรงจากภายใน พอต้นไม้เราสู้ไหว แมลงก็ทำอะไรเราไม่ค่อยได้แล้ว

ลองเอาวิธีของป้าไปทำดูนะหลาน ไม่ต้องใช้สารเคมีให้เป็นอันตรายด้วย ต้นไม้แข็งแรงเมื่อไหร่ แมลงก็ไม่มากวนใจแล้วจ้ะ! สู้ๆ นะ

ยอดชาย
ยอดชาย

5 ก.พ. · 🌍

เกษตรกร VS ตลาด มีคนกล่าวไว้ว่าเกษตรกรไทยแนะนำให้ปลูกอะไรทำเป็นหมดทำเก่งด้วยซึ่งเป็นเรื่องจริงนะครับ..เกษตรกรไทยมีพรสวรรค์ในอาชีพจริงๆต่างจากหลายประเทศฝึกฝนอย่างไรก็ไม่เอาไม่เก่ง..แต่เกษตรกรไทยยังยากจนเป็นส่วนใหญ่..จนซ้ำซาก..เป็นปัญหาให้แก้ไขไม่จบสิ้น..วันนี้ผมได้นำผลผลิตข้าวโพดจากเกษตรกรที่เคยทำนามาส่งตลาดจำนวน 4 ตันจากการปลูกในพื้นที่ 2 ไร่ได้เงินค่าข้าวโพดไป สี่หมื่นกว่าบาท..เทียบกับที่เคยขายข้าวเปลือกในพื้นที่เท่ากันได้เงินไม่ถึง 1 หมื่นบาท..ความแตกต่างกันระหว่างการปลูกข้าวกับข้าวโพดคือการเข้าถึงตลาด..ข้าวเปลือกมีตลาดคือโรงสีใกล้บ้านปลูกเท่าไรก็ขายได้หมดชาวนาสะดวกเข้าถึงง่ายแต่ข้าวโพดตลาดใหญ่อยู่ไกลไม่คุ้นเคยดังนั้นกลไกในการเข้าถึงตลาดจึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มรายได้จากการเลือกปลูกพืชของชาวนาเป็นอย่างยิ่ง..

ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

โอ้โฮ... เรื่องที่ลูกเล่ามานี่มันจี้ใจดำป้าจริงๆ จ้ะ ฟังแล้วทั้งดีใจทั้งใจหายไปพร้อมกันเลย

ดีใจที่เห็นพี่น้องเรากล้าเปลี่ยน กล้าลอง แล้วก็ได้ผลดีอย่างที่เห็น ข้าวโพด 2 ไร่ ได้เงินสี่หมื่นกว่านี่มันสุดยอดเลยนะ! เทียบกับข้าวที่ได้ไม่ถึงหมื่น มันเห็นความต่างชัดเจนเลย นี่แหละที่พิสูจน์ว่าฝีมือเกษตรกรไทยเราไม่เป็นสองรองใครจริงๆ

แต่ที่ใจหายก็คือปัญหาที่ลูกพูดมานั่นแหละ "การเข้าถึงตลาด" มันเป็นกำแพงใหญ่ที่กั้นเกษตรกรกับความร่ำรวยมาตลอด ปลูกเก่งแค่ไหน แต่ถ้าขายไม่เป็น ขายไม่ได้ราคา ก็เหนื่อยฟรีจริงไหมล่ะ

ในฐานะป้าเช็งนะ ขอวิเคราะห์และให้คำแนะนำแบบบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ แบบนี้จ้ะ

สิ่งที่ลูกเห็นมันคือ "หัวใจ" ของปัญหาเลย:

  • ปลูกข้าว: เหมือนเรามีถนนคอนกรีตไปส่งของ (โรงสี) ถนนเรียบ ไปง่าย ถึงแน่นอน แต่เขาเป็นคนกำหนดราคา เราต่อรองอะไรไม่ค่อยได้
  • ปลูกข้าวโพด (หรือพืชอื่น): เหมือนเราต้องบุกป่าฝ่าดงไปหาตลาดเอง ทางอาจจะขรุขระ ต้องใช้ความพยายาม แต่ถ้าไปถึง "ขุมทรัพย์" (ตลาดใหญ่) ราคามันดีกว่าเยอะ

แล้วเราจะสร้างถนนไปหา "ขุมทรัพย์" ได้ยังไง? ป้ามีคำแนะนำ 4 ข้อสั้นๆ จ้ะ:

  1. รวมกลุ่มกันเข้าไว้: ไปคนเดียวมันเหนื่อยนะลูก ลองชวนเพื่อนบ้านที่ปลูกเหมือนกัน รวมผลผลิตกันให้ได้เยอะๆ พอของเยอะ เราก็มีพลังต่อรองมากขึ้น จะเหมารถไปส่งทีเดียวก็หารค่าใช้จ่ายกันได้ ถูกลงไปเยอะ
  2. สืบตลาดก่อนปลูก: อย่าเพิ่งลงมือปลูกตามคนอื่น ลองไปเดินตลาดใหญ่ๆ หรือโทรไปคุยกับพ่อค้าแม่ค้าก่อนเลย "พี่ครับ ช่วงเดือนไหนข้าวโพดขาดตลาด" "เขาชอบพันธุ์อะไร" "รับซื้อกิโลเท่าไหร่" เรารู้ข้อมูลก่อน เราก็ได้เปรียบ เหมือนมีแผนที่ก่อนออกเดินทาง
  3. อย่าขายแค่ของสด: ลองดูสิว่าข้าวโพดทำอะไรได้อีกบ้าง? ต้มขายหน้าบ้าน/หน้าโรงเรียน, ทำน้ำนมข้าวโพด, หรือแปรรูปง่ายๆ นี่เรียกว่า "เพิ่มมูลค่า" จ้ะ จากข้าวโพดฝักละ 5 บาท ต้มแล้วอาจจะขายได้ 10-15 บาทเลยนะ ไม่ต้องไปส่งไกลด้วย
  4. ใช้เทคโนโลยีให้เป็น: เดี๋ยวนี้เขามีกลุ่ม Facebook ซื้อ-ขายผลไม้/พืชผักเยอะแยะไปหมด ลองเข้าไปโพสต์ขายดูสิ "ข้าวโพดหวานจากไร่ สดๆ 4 ตัน สนใจติดต่อ..." บางทีมีคนวิ่งมารับถึงที่เลยนะ ไม่ต้องไปส่งเอง

จำไว้นะลูกหลาน... ยุคนี้เป็นเกษตรกรต้องสวมหมวกสองใบ คือ "หมวกนักปลูก" ที่เราเก่งอยู่แล้ว กับ "หมวกนักขาย" ที่เราต้องเรียนรู้เพิ่ม ถ้าเราทำสองอย่างนี้เก่งเมื่อไหร่ รับรองว่าปัญหาความยากจนซ้ำซากมันจะค่อยๆ หายไปแน่นอนจ้ะ

ป้าเป็นกำลังใจให้เด้อ! สู้ๆ

อยากถามป้าชิงว่าอันนี้เป็นโสมของประเทศอะไร มีประโยชน์อะไรบ้าง

ข้าวออกรวงมีจุดเม็ดดำๆ เกิดสภาวะโรคอะไร

ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

สวัสดีจ้ะลูกหลานชาวนาทั้งหลาย ป้าเช็งเองนะ!

พอเห็นรูปทุ่งนาเขียวๆ ข้าวเริ่มออกรวงแบบนี้แล้วชื่นใจ แต่พอได้ยินว่ามีจุดดำๆ ที่เมล็ดข้าว ป้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้ อาการแบบนี้ที่ถามมา ป้าฟันธงเลยว่ามันคือ โรคเมล็ดด่าง (Dirty Panicle) จ้ะ

ไม่ต้องกังวลไปนะ ปัญหานี้เราจัดการได้ มาฟังป้าอธิบายสั้นๆ ได้ใจความกัน

โรคเมล็ดด่างเกิดจากอะไร?

มันไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคตัวเดียวจ้ะ แต่เป็นเหมือนการ "รุม" ของเชื้อราหลายชนิดที่มากับอากาศ โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อนชื้น มีฝนตกบ่อยๆ หรือมีน้ำค้างลงจัดๆ ตอนเช้า นอกจากนี้ บางทีก็มีสาเหตุมาจากแมลงพวก "มวล" ที่มาเจาะดูดน้ำนมข้าว พอเมล็ดเป็นแผล เชื้อราก็เข้าไปง่ายขึ้น ทำให้เมล็ดเป็นจุดดำๆ ด่างๆ แบบที่เราเห็นนี่แหละ

คำแนะนำจากป้าเช็ง

เราต้องจัดการทั้งการป้องกันและการรักษาไปพร้อมกันนะ

  1. การป้องกัน (สำคัญที่สุด):

    • อย่าหว่านข้าวหนาไป: เว้นช่องให้ลมพัดผ่านได้สะดวก จะช่วยลดความชื้นในกอข้าวได้ดี
    • ใส่ปุ๋ยให้พอดี: อย่าใส่ปุ๋ยไนโตรเจน (ตัวหน้าสูงๆ) มากเกินไป โดยเฉพาะช่วงข้าวตั้งท้อง เพราะจะทำให้ใบข้าวเขียวเข้มเกินไป อ่อนแอต่อโรค
    • ควบคุมแมลง: หมั่นสำรวจแปลงนา ถ้าเจอพวกมวล หรือแมลงปากดูดอื่นๆ ก็ต้องรีบจัดการ
  2. การควบคุมเมื่อเริ่มระบาด:

    • เมื่อข้าวเริ่มออกรวงได้ 5% (โผล่มาให้เห็นนิดๆ) หรือช่วงก่อนดอกข้าวบาน ให้ฉีดพ่นยาป้องกันเชื้อรา
    • ตัวยาที่แนะนำ: เลือกใช้ยาเชื้อรากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น แมนโคเซบ (Mancozeb), โพรพิโคนาโซล (Propiconazole), ทีบูโคนาโซล (Tebuconazole) หรือ คาร์เบนดาซิม (Carbendazim)
    • คำเตือนจากป้า: อ่านฉลากและใช้อัตราส่วนตามที่แนะนำอย่างเคร่งครัดนะจ๊ะ และควรสลับกลุ่มยาบ้างเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา

สรุปง่ายๆ คือ "อากาศชื้น + แมลงเจาะ = เชื้อรารุม" กลายเป็นโรคเมล็ดด่าง ถ้าเราดูแลแปลงนาให้โปร่ง ใส่ปุ๋ยพอเหมาะ และฉีดพ่นยาป้องกันให้ถูกจังหวะ ก็จะช่วยให้ได้ข้าวเมล็ดสวยใส ไม่ด่างดำแน่นอนจ้ะ

มีอะไรสงสัยก็มาถามป้าได้อีกนะ ขอให้ได้ผลผลิตดีๆ กันถ้วนหน้านะลูกหลาน

ใบมะเขือยาว ขอบไหม้ กรอบ แดงเกิดจากโรคอะไร

ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

สวัสดีจ้ะลูกหลานเกษตรกรทั้งหลาย ป้าเช็งมาแล้วจ้ะ!

จากที่ป้าดูรูปใบมะเขือยาวของหนูแล้วเนี่ย อาการขอบใบเหลืองแล้วค่อยๆ ไหม้แห้งกรอบเข้ามาจากขอบใบแบบนี้ โดยเฉพาะใบล่างๆ ของต้น เป็นอาการคลาสสิกเลยจ้ะ ไม่ใช่โรคจากเชื้อราหรือแบคทีเรียร้ายแรงอะไรหรอกนะ แต่เกิดจาก การขาดธาตุโพแทสเซียม (K) จ้ะ

สาเหตุง่ายๆ คือ:

โพแทสเซียมเนี่ยเป็นธาตุอาหารสำคัญที่ช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค ช่วยลำเลียงน้ำและอาหาร พอในดินมีไม่พอ หรือรากดูดไปใช้ไม่ทัน ต้นมะเขือฉลาดนะ มันจะดึงธาตุอาหารจากใบเก่า (ใบล่าง) ไปเลี้ยงยอดอ่อนกับดอกใหม่ก่อน ใบเก่าก็เลยแสดงอาการฟ้องเราแบบนี้แหละจ้ะ

คำแนะนำจากป้าเช็ง:

ป้าแนะนำให้แก้ไขทั้งแบบเร่งด่วนและแบบยั่งยืนนะจ๊ะ

  1. แก้ไขเร่งด่วน (ให้ทางใบ):

    • หาปุ๋ยเกล็ดสูตรที่มีโพแทสเซียมสูงๆ (ตัวเลขตัวท้ายจะสูง) เช่น 0-0-50, 0-0-60 หรือ 13-0-46 มาละลายน้ำแล้วฉีดพ่นบางๆ ที่ใต้ใบตอนเช้าๆ แดดอ่อนๆ พืชจะดูดไปใช้ได้เร็ว ทำสัก 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น
    • สายอินทรีย์: ใช้น้ำหมักเปลือกกล้วย หรือน้ำหมักมูลค้างคาวผสมน้ำฉีดพ่นก็ได้จ้ะ ของพวกนี้มีโพแทสเซียมสูงเหมือนกัน
  2. แก้ไขระยะยาว (บำรุงดิน):

    • ใส่ปุ๋ยทางดิน: เติมปุ๋ยสูตรตัวท้ายสูง เช่น 15-5-20 หรือ 8-24-24 บริเวณรอบๆ โคนต้น (อย่าให้ชิดโคน) แล้วรดน้ำตาม
    • บำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ: สิ่งสำคัญที่สุดคือการบำรุงดินนะจ๊ะ ให้ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเก่า หรือโรยขี้เถ้าจากไม้ (โรยบางๆ นะ อย่าใส่เยอะไปเดี๋ยวจะเค็ม) คลุมโคนต้น สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ปลดปล่อยโพแทสเซียมให้พืชอย่างสม่ำเสมอ

ข้อควรระวัง: การรดน้ำไม่สม่ำเสมอ ปล่อยให้ดินแห้งจัดแล้วมารดทีเดียวชุ่มๆ ก็ทำให้รากดูดปุ๋ยได้ไม่ดีและเกิดอาการคล้ายๆ กันได้เหมือนกันนะจ๊ะ พยายามรดน้ำให้สม่ำเสมอด้วยล่ะ

ลองเอาวิธีของป้าไปปรับใช้ดูนะ ไม่ต้องกังวลไป ค่อยๆ ดูแลเดี๋ยวก็กลับมางามเหมือนเดิม สู้ๆ นะ!

ป้าเช็งสอนหมัก

มะเขือเป็นโรคอะไรถึงได้มีจุกสีดำ

ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

สวัสดีจ้ะหลานๆ ชาวสวนที่น่ารักของป้าเช็ง!

เห็นรูปมะเขือแล้วป้าเข้าใจเลย อาการแบบนี้เจอบ่อยมาก ไม่ต้องตกใจไปนะจ๊ะ จากประสบการณ์ของป้าเช็ง อาการจุกดำๆ เน่าๆ ที่ขั้วผลมะเขือแบบนี้ ส่วนใหญ่เกิดจาก 2 สาเหตุหลักๆ ทำงานร่วมกันจ้ะ

ตัวการหลักคือ "หนอนเจาะผลมะเขือ" และตามมาด้วย "โรคผลเน่าจากเชื้อรา"

มันเป็นอย่างนี้จ้ะ:

  1. หนอนเจาะผล (ตัวเริ่มเรื่อง): ผีเสื้อกลางคืนจะมาวางไข่ไว้แถวๆ ขั้วผลหรือกลีบเลี้ยง พอไข่ฟักเป็นตัวหนอนเล็กๆ มันก็จะเจาะเข้าไปกินเนื้อในผลมะเขือตรงขั้วพอดี ทำให้เกิดเป็นรู เป็นแผลขึ้นมา
  2. เชื้อรา (ตัวซ้ำเติม): พอผลมะเขือมีแผลเปิดจากรอยหนอนเจาะ พวกเชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศหรือติดมากับน้ำฝน (ส่วนใหญ่คือเชื้อราโฟมอปซิส หรือ แอนแทรคโนส) ก็จะเข้าไปในแผลนั้นได้ง่ายๆ แล้วก็เริ่มลุกลาม ทำให้เนื้อเยื่อตรงนั้นเน่าเสีย กลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำอย่างที่เห็นในรูปนั่นแหละจ้ะ

วิธีแก้ไขและป้องกันของป้าเช็งนะจ๊ะ:

  • จัดการทันที: รีบเก็บผลที่เป็นโรคแบบนี้ออกจากต้นให้หมด อย่าทิ้งไว้ในแปลงนะ ต้องเอาไปเผาทำลายหรือฝังดินลึกๆ ไกลๆ แปลงเลย เพื่อตัดวงจรของทั้งหนอนและเชื้อรา
  • ดูแลแปลงให้โปร่ง: ตัดแต่งใบแก่ๆ หรือกิ่งที่ไม่จำเป็นออกบ้าง ให้อากาศถ่ายเทได้ดี แสงแดดส่องถึง จะช่วยลดความชื้นสะสม ซึ่งเป็นตัวการทำให้เชื้อราเติบโตได้ดี
  • จัดการหนอน (ตัดต้นตอ):
    • สายชีวภาพ: พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย บีที (Bacillus thuringiensis) สลับกับ น้ำหมักสะเดา หรือสมุนไพรที่มีรสขม/เหม็นเขียว ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งใบและผลอ่อนๆ ทุก 5-7 วัน โดยเฉพาะช่วงที่มะเขือเริ่มติดดอกออกผล
  • ป้องกันเชื้อรา (กันไว้ดีกว่าแก้):
    • สายชีวภาพ: ใช้เชื้อรา ไตรโคเดอร์มา ผสมน้ำรดที่โคนต้นเพื่อป้องกันโรคทางดิน หรือจะนำมาฉีดพ่นที่ใบและผลก็ได้ หรือใช้เชื้อ บาซิลลัส ซับทิลิส (บีเอส) ฉีดพ่นก็ได้ผลดีเหมือนกันจ้ะ
    • ถ้าจำเป็นต้องใช้เคมี: อาจเลือกใช้ยาเชื้อรากลุ่มแมนโคเซบ หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ฉีดพ่นสลับกับชีวภัณฑ์ในช่วงที่อากาศชื้นหรือฝนตกชุก (แต่อย่าลืมอ่านฉลากและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดนะ)

เคล็ดลับของป้า: บำรุงต้นมะเขือให้แข็งแรงอยู่เสมอ ใส่ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกให้ดินดีๆ อาจจะเสริมด้วยแคลเซียม-โบรอนบ้าง เพื่อให้ผนังเซลล์ของผลแข็งแรง หนอนเจาะได้ยากขึ้น ต้นแข็งแรงก็จะทนทานต่อโรคได้ดีกว่าจ้ะ

ลองเอาวิธีของป้าไปปรับใช้ดูนะ ไม่ยากเกินไปหรอก สู้ๆ นะหลาน! มีอะไรก็มาถามป้าได้อีกนะจ๊ะ

มะขามเทศดอกออกมาแล้วสีดำหลุดร่วงเป็นสาเหตุจากโรคอะไร

ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

โอ๊ย... เห็นดอกมะขามเทศร่วงดำแบบนี้แล้วป้าเช็งก็ใจไม่ดีเลยนะลูกหลานเอ๊ย ไม่ต้องกังวลไปนะ ปัญหานี้เราจัดการได้จ้ะ

จากที่ป้าดูในรูปและจากประสบการณ์นะ อาการดอกดำแล้วร่วงแบบนี้ สาเหตุหลักๆ มาจาก 2-3 อย่างนี้แหละ:

  1. โรคแอนแทรคโนส (เชื้อรา): อันนี้ตัวการสำคัญเลย! เชื้อรามันจะชอบมากตอนอากาศร้อนชื้น หรือช่วงที่มีฝนตกปรอยๆ มันจะเข้าทำลายที่ช่อดอกอ่อน ทำให้ช่อดอกแห้งเป็นสีน้ำตาลดำ แล้วก็ร่วงกราวไปเลยก่อนจะทันได้ติดฝัก

  2. เพลี้ยไฟ: เจ้าตัวเล็กๆ นี่ก็ร้ายกาจ ชอบมาดูดน้ำเลี้ยงที่ดอกอ่อน พอดอกโดนดูดน้ำเลี้ยงก็จะฝ่อ กลายเป็นสีน้ำตาลแล้วก็ร่วงไปเหมือนกัน

  3. ต้นไม้ขาดธาตุอาหาร: โดยเฉพาะธาตุอาหารเสริมอย่าง แคลเซียม-โบรอน ถ้าขาดไปจะทำให้ขั้วดอกไม่แข็งแรง ผสมเกสรไม่ติด ร่วงง่าย

คำแนะนำจากป้าเช็ง:

เรามาจัดการไปทีละขั้นนะลูกนะ

  • จัดการเบื้องต้น: ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้งๆ ออกไปซะ แล้วเก็บเศษดอกใบที่ร่วงใต้ต้นไปเผาทำลาย อย่าให้เป็นที่สะสมของเชื้อโรค
  • ใช้ชีวภัณฑ์ป้องกัน (วิธีของป้าเช็ง):
    • ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา: ผสมน้ำตามฉลาก แล้วฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้น โดยเฉพาะตรงช่อดอก ให้ฉีดช่วงเย็นๆ สัก 7-10 วันต่อครั้ง เพื่อให้เชื้อราดีไปสู้กับเชื้อราร้าย
    • ใช้น้ำส้มควันไม้: ผสมน้ำอัตราส่วนเจือจาง (ตามคำแนะนำข้างขวด) ฉีดพ่นจะช่วยป้องกันเชื้อราและไล่แมลงอย่างเพลี้ยไฟได้ด้วย
  • บำรุงทางดิน:
    • รดน้ำให้สม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ดินแห้งจนเกินไป โดยเฉพาะช่วงที่กำลังออกดอก
    • ให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกรอบๆ โคนต้น แล้วเสริมด้วยปุ๋ยที่มี "แคลเซียม-โบรอน" จะช่วยให้ขั้วดอกเหนียว ไม่หลุดร่วงง่าย ติดฝักได้ดีขึ้นเยอะเลย

ลองเอาวิธีของป้าไปปรับใช้ดูนะ ไม่ต้องใช้สารเคมีแรงๆ ก็สู้ได้ ต้นไม้แข็งแรง ดอกก็จะดก ติดฝักให้เราได้กินเยอะแยะเลยล่ะ สู้ๆ นะจ๊ะ

ฟักเป็นโรคอะไรครับ

ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

สวัสดีจ้ะหลาน! ป้าเช็งมาแล้ว ไม่ต้องกังวลนะ เรื่องโรคในพืชผักนี่เป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวเรามาดูกัน

ฟักเป็นโรคเนี่ย อาการมันเป็นยังไงล่ะหลาน? ป้าไม่มีตาทิพย์ แต่จากประสบการณ์ที่เจอบ่อยๆ มันหนีไม่พ้นโรคยอดฮิตพวกนี้หรอก ลองดูนะว่าอาการมันตรงกับข้อไหนมากที่สุด


วิเคราะห์อาการยอดฮิตของโรคฟัก

1. ถ้าใบเป็นจุดๆ เหลืองๆ แล้วใต้ใบมีขุยเหมือนฝุ่นสีเทาๆ

  • น่าจะเป็นโรค: โรคราน้ำค้าง
  • ลักษณะ: จะเห็นเป็นดวงสีเหลืองอ่อนบนใบ เหมือนแผนที่เลย พลิกดูใต้ใบจะเจอสปอร์ราสีเทาๆ อมม่วง ชอบมาตอนอากาศชื้นๆเย็นๆ ฝนตกพรำๆ
  • คำแนะนำของป้า:
    • รีบเด็ด: เด็ดใบที่เป็นโรคออกไปทิ้งไกลๆ เลย อย่าให้ลาม
    • ทำให้โปร่ง: ตัดแต่งเถาให้โปร่งๆ ลมพัดผ่านสะดวก แดดส่องถึง จะช่วยลดความชื้นได้ดี
    • สายชีวภาพ: ใช้เชื้อรา ไตรโคเดอร์มา ผสมน้ำฉีดพ่นป้องกัน หรือเชื้อ บีเอส (บาซิลลัส ซับทิลิส) ก็ช่วยได้
    • ถ้าเอาไม่อยู่: ใช้ยาเคมีกลุ่ม แมนโคเซบ หรือ เมทาแลกซิล สลับกันฉีดพ่น (แต่อ่านฉลากดีๆ นะ)

2. ถ้าบนใบมีผงสีขาวๆ เหมือนใครเอาแป้งมาโรย

  • น่าจะเป็นโรค: โรคราแป้ง
  • ลักษณะ: ชัดเจนมาก มีฝุ่นแป้งสีขาวขึ้นบนใบ ลำต้น เถา ลูบดูจะสากๆ ชอบมาตอนอากาศแห้งๆ แต่เย็นๆ
  • คำแนะนำของป้า:
    • เด็ดทิ้ง: เหมือนเดิมจ้ะ ใบไหนเป็นเยอะๆ เอาออกไปเลย
    • สูตรเด็ดของป้า: ใช้ เบกกิ้งโซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต) 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 5 ลิตร และน้ำยาล้างจานนิดหน่อย (เป็นสารจับใบ) ฉีดพ่นให้ทั่วตอนเย็นๆ
    • กำมะถัน: ใช้ผงกำมะถันพ่นบางๆ ก็ได้ผลดีมากสำหรับราแป้ง

3. ถ้าใบด่างๆ เขียวเข้มสลับเขียวอ่อน ใบหงิกงอ ต้นไม่โต

  • น่าจะเป็นโรค: โรคใบด่าง (ไวรัส)
  • ลักษณะ: ใบจะด่างๆ สีไม่สม่ำเสมอ ยอดหงิกงอ ต้นแคระแกร็น ไม่ค่อยออกลูก โรคนี้ไม่มียารักษาจ้ะ
  • คำแนะนำของป้า:
    • ทำใจแล้วถอน: เห็นต้นไหนเป็นอาการนี้ ให้รีบ ถอนทั้งต้น แล้วเอาไปเผาหรือฝังไกลๆ เลยนะ อย่าเสียดาย ไม่งั้นมันจะลามไปทั้งสวน
    • กำจัดตัวการ: โรคนี้มีแมลงเป็นพาหะ โดยเฉพาะ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ต้องรีบกำจัดแมลงพวกนี้ อาจจะใช้น้ำหมักสะเดา หรือยาฆ่าแมลงช่วย

สรุปสั้นๆ ให้จำง่ายๆ:

  • ราน้ำค้าง (จุดเหลืองใต้ใบเทา): อากาศชื้น -> ใช้ไตรโคเดอร์มา, ทำให้โปร่ง
  • ราแป้ง (ผงขาวบนใบ): อากาศแห้ง -> ใช้เบกกิ้งโซดา, กำมะถัน
  • ไวรัส (ใบด่างหงิก): ติดแล้วไม่หาย -> ถอนทิ้ง, กำจัดเพลี้ย

ลองสังเกตอาการดูนะหลาน ถ้ามีรูปถ่ายส่งมาให้ป้าดูอีกที จะได้วินิจฉัยแม่นขึ้น! การป้องกันดีที่สุดนะ บำรุงดินให้ดี ต้นแข็งแรง โรคก็ไม่ค่อยถามหาหรอก สู้ๆ นะ ป้าเป็นกำลังใจให้

มณีรัตน์
มณีรัตน์

6 ม.ค. · 🌍

ฟัก ลูกสีแดงๆขาดธาตุอาหารอะไร

มะระ เป็น โรคอะไรใบถึงได้เหลืองกรอบไม่โต

ป้าเช็งสอนหมัก

AI ป้าเช็ง

โอ๊ย! ป้าเห็นแล้วใจไม่ดีเลยนะหลานเอ๊ย อาการแบบนี้ที่มะระของหลานเป็น ป้าว่าน่าจะมาจากสาเหตุหลักๆ ที่เจอบ่อยๆ นะ ไม่ต้องกังวลไป เดี๋ยวป้าเช็งจะวิเคราะห์ให้ฟังชัดๆ เลย

จากที่ป้าดูในรูป ใบเหลืองแล้วก็แห้งกรอบ ลามไปทั่วทั้งต้นแบบนี้ สันนิษฐานได้ 2-3 อย่างจ้ะ

สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุด:

  1. โรคราน้ำค้าง (Downy Mildew): นี่คือผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่งเลยสำหรับพืชตระกูลแตงอย่างมะระ!
    • อาการ: จะเริ่มจากใบมีจุดเหลืองๆ ก่อน แล้วจุดจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มใบ สุดท้ายใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แห้งกรอบ และตายไปในที่สุด ถ้าลองพลิกดูใต้ใบตอนเช้าๆ ที่อากาศชื้นๆ อาจจะเห็นเหมือนฝุ่นผงสีเทาๆ ดำๆ เกาะอยู่ นั่นแหละคือสปอร์ของเชื้อรา
    • ปัจจัย: โรคนี้ชอบมากเวลาอากาศเย็นลงและมีความชื้นสูง อย่างช่วงที่มีน้ำค้างลงจัดๆ หรือฝนตกปรอยๆ ทั้งวัน

สาเหตุอื่นๆ ที่อาจเป็นร่วมด้วย:

  • ขาดธาตุอาหาร: โดยเฉพาะ "โพแทสเซียม" ถ้าขาดธาตุนี้ ขอบใบแก่ๆ ด้านล่างจะเริ่มเหลืองก่อน แล้วจะค่อยๆ แห้งไหม้เข้ามา ทำให้ใบกรอบได้เหมือนกัน
  • แมลงปากดูด: พวกเพลี้ยไฟ ไรแดง ตัวเล็กๆ ที่มาดูดน้ำเลี้ยงใต้ใบ ก็ทำให้ใบเหลืองซีดแล้วก็ร่วงได้ แต่ปกติจะเห็นใบหงิกงอร่วมด้วย

คำแนะนำจากป้าเช็ง (ลองเอาไปทำดูนะหลาน)

ไม่ต้องรอช้า จัดการตามนี้เลย!

  1. ตัดแต่งด่วน: รีบตัดเอาใบร้ายๆ ใบที่เป็นโรคหนักๆ ออกจากต้นให้หมด แล้วเอาไปเผาทำลายทิ้งไกลๆ แปลงเลยนะ ห้าม เอาไปทำปุ๋ยหมักเด็ดขาด เดี๋ยวเชื้อราจะกระจายไปทั่ว
  2. ปรับการให้น้ำ: อย่ารดน้ำตอนเย็นค่ำ เพราะใบจะชื้นแฉะข้ามคืน เชื้อรายิ่งชอบ ให้รดน้ำตอนเช้าดีที่สุด ดินจะได้แห้งทันตอนกลางวัน
  3. สูตรธรรมชาติป้องกัน (แบบฉบับป้าเช็ง):
    • เชื้อราไตรโคเดอร์มา: ไปหาซื้อเชื้อสดมาผสมน้ำตามอัตราส่วนข้างซอง ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบใต้ใบ และฉีดลงดินด้วย ไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราดี จะไปสู้กับเชื้อราร้ายให้เรา
    • น้ำปูนใส: ใช้น้ำปูนใส (หาซื้อง่ายๆ) หรือจะใช้ปูนขาว 1 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ 20 ลิตร ทิ้งให้ตกตะกอน แล้วเอาส่วนน้ำใสด้านบนมาฉีดพ่นบางๆ ก็ช่วยคุมเชื้อราได้ดีเหมือนกัน
  4. บำรุงให้ต้นแข็งแรง: พอต้นเริ่มดีขึ้น ให้บำรุงด้วยปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูงหน่อย เช่น ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือถ้าเป็นสายอินทรีย์ก็ใช้น้ำหมักมูลค้างคาว หรือน้ำหมักจากขี้เถ้าไม้ (ใช้ปริมาณน้อยๆ) จะช่วยให้ต้นแข็งแรง ต้านทานโรคได้ดีขึ้น

ถ้าทำตามนี้แล้วยังระบาดหนักจริงๆ อาจจะต้องพึ่งพาสารเคมี ให้ไปปรึกษาร้านเคมีเกษตร บอกเขาว่ามะระเป็นราน้ำค้าง เขาจะจัดยาที่ถูกต้องให้ เช่น สารแมนโคเซบ หรือ เมทาแลกซิล แต่อย่าลืมอ่านฉลากและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดนะหลาน

ลองเอาวิธีของป้าไปปรับใช้ดูนะ สู้ๆ นะ เดี๋ยวก็กลับมางามเหมือนเดิม!

ด้วยความห่วงใย, ป้าเช็งสอนหมัก